คุยกับ“ดร.เปรมฤดี ชามพูนท”

โดย...วิชชุดา ดวงพรหม

กลุ่มข่าว / ECONOMICS / อินไซด์คนดัง

คุยกับ“ดร.เปรมฤดี ชามพูนท”
Published on: 21 ก.ค. 2558

“ดร.เปรมฤดี ชามพูนท” นับว่าเป็นผู้หญิงธรรมดาที่ไม่ธรรมดา  อดีต..นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก 5 สมัย มีผลงานมากมายที่ประจักษ์ต่อสายตาคนสองแคว ชนิดที่เรียกว่าหาตัวจับยาก!!  ถึงแม้การเลือกตั้งในปี 2555 เธอจะถูกถอนสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง..แต่เหมือนเสาหลักได้ถูกตรึงฝังลึกเสียแล้ว!! ประชาชนที่รักและศรัทธาในตัวเธอจำนวนมากต่างเทคะแนนให้กับคณะลูกนเรศวรอย่างท่วมท้น ทำให้นายบุญทรง แทนธานี เบอร์ 7 (อดีตรองนายกฯ) ทายาททางการเมืองที่ได้ถูกวางตัวมาแต่แรก สามารถคว้าชัยชนะมาได้แม้ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง..

 

 

...ปัจจุบัน ดร.เปรมฤดี ชามพูนท..ในตำแหน่ง “ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก” และที่ปรึกษานายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก เธอยังคงเดินหน้าทำงานสังคมและการเมืองควบคู่กันไป...ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ทีมงานเว็บไซต์ “ทีนิวส์” ได้มีโอกาสเข้าพบประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก ได้สนทนาเกี่ยวกับเรื่องราวเมืองสองแควและปัญหาสังคม..ซึ่งมีสาระประโยชน์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก จึงขอนำมาเผยแพร่ดังต่อไปนี้ 

 

 

 

ขอทราบถึงภาพรวมของสภาวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก

...สำหรับ “สภาวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก” เราได้ทำมาหลายปีแล้ว มีระดับอำเภอ ตำบลและระดับชุมชน(เขตเทศบาล) ตามที พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติได้กำหนด...ปัจจุบันสภาวัฒนธรรมมีความสำคัญมากขึ้น ต่างจากสมัยก่อนไม่มีกฎหมายรองรับ

 


“...วัฒนธรรมเป็นความเชื่อ เป็นการกระทำร่วมกันไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ถ้าประชาชนไม่ทำก็ลำบาก ตอนนี้เทศบาลนครพิษณุโลก โดยสภาวัฒนธรรมในเขตเมืองได้ทำการสืบค้นประวัติของชุมชนเก่าแก่..มีความเป็นมาอย่างไร? มีประเพณี วัฒนธรรมใดบ้าง? ที่เคยทำในอดีตแล้วหายไป เรานำมารวบรวมเป็นเรื่องราว และรื้อฟื้นขึ้นมา เช่น เทศมหาชาติ และสลักภัต หรือชุมชนวัดจันทร์มีประเพณี ผ้าป่าหัวเรือของชุมชนท่าโรง ก็รื้อฟื้นคืนมาได้ มีการทอดผ้าป่าหัวเรือของชาวท่าโรงในช่วงเทศกาลแข่งขันเรือยาว”                          

 

 

วัฒนธรรมชุมชนมีความเข้มแข็ง?

เท่าที่ดูวัฒนธรรมเราเข้มแข็ง ขยายสภาวัฒนธรรมถึงตำบลครบทุกตำบล มีวัฒนธรรมชุมชนเมืองเป็นแห่งแรกในประเทศไทย      ซึ่งแต่เดิมในพ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ ไม่มีคำว่า สภาวัฒนธรรมชุมชนของเทศบาล เราไปเสนอว่าน่าจะมีสภาวัฒนธรรมชุมชนด้วยเพื่อสร้างความเข้าใจและมีส่วนร่วม ตรงนี้เราทำสำเร็จ... ในพ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ มีการพูดถึงสภาวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งเราได้รับเงินอุดหนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมด้วย

 

 

วัฒนธรรมกับเด็กรุ่นใหม่เป็นอย่างไรบ้างค่ะ?

...เรื่องของเด็กรุ่นใหม่ไม่ใส่ใจในเรื่องวัฒนธรรม อยู่ที่ต้นแบบและกระบวนการกล่อมเกลาของเรา หมายถึงผู้ปกครอง ประชาชนทั่วไป จะโทษเด็กหรือเยาวชนไม่ได้ ยกตัวอย่าง การเข้าวัด...เด็กสมัยนี้ทำไมถึงไม่อยากเข้าวัด หากถามกลับไปว่า ครอบครัวเคยพาลูกไปวัดหรือเปล่า?...ผู้ใหญ่ต้องเป็นต้นแบบให้เขา “อย่างครอบครัวดิฉันเอง พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายเข้าวัด วันหยุดเราก็มีหน้าที่ไปวัดกับยาย หิ้วกระทายหมากและเสื้อตามผู้ใหญ่ เราชินกับการเข้าวัด จึงบอกว่าอยู่ที่พ่อแม่ ถ้าพ่อแม่ไม่ทำจะให้เด็กเข้าวัดยาก”

 

 

...ที่ผ่านมาเป็นที่น่าดีใจ ที่เรารณรงค์การเข้าวัด สวดมนต์ เด็กหันมาสนใจมากขึ้น อย่างเทศกาลปีใหม่เรามีกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี” มีชาวบ้านเข้าวัดเยอะมาก..พิษณุโลกเป็นต้นแบบเรื่องสวดมนต์ข้ามปีในวันปีใหม่ ตอนนี้ทั่วประเทศมาเอาแบบอย่าง นอกจากนี้  เราได้รณรงค์ “ทุกวันพระต้องไปวัด” พาชุมชนไปวัดเราก็ต้องไปด้วย ช่วงเย็นมาสวดมนต์กัน ทำแล้วก็เกิดการปฏิบัติ เกิดเป็นแบบอย่างให้เกิดผล  "การรณรงค์ด้วยคำพูดอย่างเดียวไม่พอ ต้องปฏิบัติให้เห็น ยิ่งผู้ที่เป็นต้นแบบของบ้านเมือง ผู้หลักผู้ใหญ่ พ่อแม่และผู้ที่เราให้ความเคารพนับถือ ต้องปฏิบัติจริงๆ "

 

 

ด้านการศึกษากับสังคมแนวโน้มเป็นอย่างไรบ้าง?

การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ที่สอนคนให้รู้ สอนคนให้เป็นคนดี สอนคนให้อยู่ในโลกนี้ได้ปลอดภัยและอยู่ในสังคมนี้ได้ การศึกษาแต่ละแห่งก็มีการจัดการศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษา...นอกเหนือจากนั้นดิฉันมองว่า ควรสอนความเป็นคนไทย อัตลักษณ์ไทยด้วย เพราะเขาต้องปกป้องรักษาประเทศชาติภายใต้สัญลักษณ์ของคนไทยไว้..เด็กไทยต้องเป็นเด็กที่ขยันขันแข็ง รับผิดชอบต่อสังคม กตัญญูต่อพ่อแม่ อ่อนน้อมถ่อมตน  มีกริยา และจริยธรรม วัฒนธรรมที่ดี   นี่คือคุณลักษณะของเด็กไทย...สำคัญเราจะปั้นให้เด็กเป็นอะไร เราต้องมาช่วยกันหลายฝ่าย ไม่ใช่โทษบ้านอย่างเดียว หรือโทษโรงเรียน โทษสังคมอย่างเดียว...ทุกภาคส่วนควรจะมาเอาใจใส่ลูกหลานของเรา

 

 

ปัญหาเด็กกับยาเสพติด ?

สำหรับจังหวัดพิษณุโลก โดยเฉพาะในเมืองยังน่าเป็นห่วงมากเพราะยาเสพติดเข้ามาง่าย เนื่องจากมีหอพัก มีโรงแรมจำนวนมาก มีการเคลื่อนย้ายของประชากรตลอด ทำให้จับลำบาก...จากตัวเลข ในชุมชนปัญหายาเสพติดและปัญหาวัยรุ่นท้องก่อนแต่ง มาเป็นอันดับหนึ่ง..

 


“ ในฐานะที่ดิฉันทำงานด้านวัฒนธรรม เป็นห่วงมากก็คือ ค่านิยม ..เด็กเกิดมาไม่รู้เรื่องอะไร เน้นลัทธิเอาอย่าง...ที่มีให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่ในภาพยนตร์ ดารา นักแสดงเป็นแบบอย่าง เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้เราจะทำอย่างไร?..บางคนบอกว่าแก้ไม่ได้ก็สอนเด็กให้ป้องกันซะเลยจะได้ไม่ต้องท้อง..เราต้องดูก่อนว่า อัตลักษณ์ของไทยมันเป็นอย่างนั้นใช่ไหม? ค่านิยมของคนไทยมันเปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?    

 

 

ถ้าค่านิยมดึงความเป็นไทยกลับมา ปลูกฝังจากบ้าน จากโรงเรียน จากสังคม สามส่วนนี้ ต้องช่วยจริงๆ อย่าปฏิเสธความรับผิดชอบ เป็นเรื่องใหญ่โยนให้ใครไม่ได้  ต้องสร้างเกาะให้กับเด็กอย่างจริงจัง

 

 

มีหลักในการมีส่วนร่วมอย่างไร?

เราทำเพราะเรามีจิตสำนึกร่วมกัน เราลงไปหาชาวบ้าน บอกว่าเราจะทำเรื่องนั้นเรื่องนี้...อย่างทำเรื่องสิ่งแวดล้อม เราอธิบายให้ฟังว่า สิ่งแวดล้อมนั้นเป็นอย่างไร?...เราจัดการขยะสะอาดมันน่าอยู่ไหม?...เราจะทำอย่างไร? ให้ข้อเท็จจริง..หากเราใช้วิธีเขียนหนังสือแจ้งให้ทราบ เป็นการออกคำสั่ง ชาวบ้านก็ไม่อยากทำ...แต่เราไปขอความร่วมมือ ไปสร้างจิตสำนึกร่วมกัน ทำร่วมกัน ถ้าเห็นดีแล้วค่อยขยายผล   

 


“ เรื่องวัฒนธรรมเหมือนกัน เราตั้งวัฒนธรรมชุมชนประสบความสำเร็จ ขณะนี้มี 30 กว่าชุมชน จากเดิมมีไม่กี่แห่ง เราไปบอกเขาว่า ทำแล้วมันได้อะไรแก่สังคมและประเทศชาติ  เมื่อชาวบ้านเข้าใจ เขาก็ร่วมมือทำด้วยความเต็มใจแล้วเราก็ขยายผล  เราไม่มีบังคับเราจึงได้รับความร่วมมือเกือบทุกเรื่อง"  

 

 

มีปัญหาบ้างหรือไม่ค่ะ?

ทุกอย่างมันมีสองด้านเสมอ จุดเด่นสภาวัฒนธรรมมีความพร้อม จุดด้อยคือ จิตสำนึกของประชาชน  ซึ่งต้องใช้ความเข้มข้น ใช้ความเป็นจิตวิญญาณมากกว่านี้ “สภาวัฒนธรรมพิษณุโลกไม่เข้มข้นเหมือนทางภาคเหนือที่เจาะลึกลงไป...แต่ละที่เขามีวัฒนธรรมของเขาหมด เป็นวัฒนธรรมถิ่น เป็นความเชื่อในหมู่บ้าน ตำบลที่เขารักษา....”  

 

 

ขอทราบความเห็นต่อการเมืองในอนาคตค่ะ

ครอบครัวดิฉันเป็นครอบครัวการเมืองรับใช้สังคมอยู่ วิถีชีวิตนี้มันฝังเข้าไปในสายเลือด การดูแล ช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติมันฝังอยู่ในสายเลือด ตอนนี้เราไม่ได้เป็นนายกฯ..แต่น้องๆ รุ่นใหม่ฝึกกันมา ได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ เราก็เป็นพี่เลี้ยง เป็นที่ปรึกษา ทำให้เรามีเวลาว่าง ถ้าเราไม่อยู่ตรงนี้มันจะมีประโยชน์ตรงไหนอีกบ้าง...

 


“...ด้านสังคมเราก็ทำอยู่แล้ว แต่จะให้สมัครสส.คงไม่ใช้ทางเพราะการเลือกตั้งสส.มันรุนแรงมาก  แบ่งฝักแบ่งฝ่ายเราไม่อยากอยู่ในสังคมแบบนั้น...ดิฉันคิดว่าถ้ามีโอกาสชีวิตที่ดี พี่น้องประชาชนเห็นว่าเราเป็นประโยชน์ บั้นปลายชีวิตก็จะรับใช้พี่น้องประชาชนเท่าที่เราจะทำได้”

 

 

ในอนาคตจะกลับมาลงเลือกตั้งอีกหรือไม่?

ดิฉันไม่ติดยึดตำแหน่ง..เส้นทางของแต่ละคนมันต้องถามว่ามันพอไหม? มันมีจุดจบไหม? เราเองทำที่นี่มา 20 ปี สร้างสมประสบการณ์ ฝึกฝนน้องๆ ในทีมงาน ปลูกฝังให้เกิดตัวตายตัวแทน เราจะพัฒนาให้เด็กรุ่นหลังเข้ามาพัฒนาประเทศชาติ  แต่เมื่อได้เป็นแล้วขอให้ได้ทำตามปณิธานที่ตั้งไว้ ช่วยเหลือสังคมประเทศชาติ ทำงานอย่างบริสุทธิ์ จะอยู่ยืนยาวหรือไม่อยู่ที่ประชาชน...

 

 

..คุณเปรมฤดี ได้สะท้อนให้เห็นปัญหาสังคมได้อย่างหลากหลาย นับเป็นตัวอย่างจากหลายปัญหา ที่มีความมุ่งหมายสำคัญในการปลูกฝังการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการเล็งเห็นถึงปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นการกระตุ้นเตือนและตระหนักถึง ปัญหา ที่สามารถทำเข้าใจได้โดยง่าย เพื่อจุดมุ่งหวังสำคัญที่จะทำให้สังคมเจริญขึ้นในทุกๆ ด้าน ..หาใช่ฟางเส้นสุดท้ายไม่ !!

 

 

ท้ายนี้ ทีมงานขอนำพระบรมราโชวาทและพระดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ ๑๒ ตุลาคม 2513  ความตอนหนึ่งว่า

 

 

“ งานด้านการศึกษา ศิลปะและวัฒนธรรมนั้น คือ งานสร้างสรรค์ความเจริญทางปัญญาและทางจิตใจ ซึ่งเป็นทั้งต้นเหตุทั้งองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ ของความเจริญด้านอื่นๆ ทั้งหมด และเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้เรารักษาและดำรงความเป็นไทยไว้ได้สืบไป..”

 

 




TAGS ข่าว :



1
ข่าวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง






ติดต่อลงโฆษณา เว็บไซต์ , โทรทัศน์
0816490178 วรลักษณ์ อิงคมณี ([email protected])
02-271-6500 ต่อ 105 - 107